Tag: ประกันสุขภาพ

  • เริ่มฉีดโบท็อกซ์ครั้งแรกตอนอายุเท่าไหร่

    เริ่มฉีดโบท็อกซ์ครั้งแรกตอนอายุเท่าไหร่

    ขึ้นชื่อว่าความแก่ ริ้วรอย หรือความเหี่ยวย่น สำหรับคนที่รักสวยรักงามแล้วนั้นคงไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นกับตัวเองแต่มันก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก เพราะมันคือธรรมชาติของมนุษย์ จะให้หน้าเป๊ะ ตึงเปรี๊ยะเหมือนเดิมเป็นสิบๆปีคงเป็นไปได้ยาก ถ้าไม่มีตัวช่วยดีๆอย่าง โบท็อกซ์  แล้วเราควรจะเริ่มฉีดโบท็อกซ์ตอนอายุเท่าไหร่ดีหล่ะ บางคนอาจจะบอก ตอน 20, 25, หรือเข้าเลข 3 ค่อยฉีดเคยมีรุ่นน้องที่เป็นสายรักสวยรักงามแนะนำว่า ยิ่งฉีดโบท็อกซ์เร็วเท่าไหร่ ยิ่งดี ฉีดตอนอายุยังไม่เยอะนี่หล่ะ นั่นก็เพราะ โบท็อกซ์จะช่วยคงสภาพผิวที่ยังเต่งตึง ไร้ริ้วรอยตอนเราอายุยังน้อยเอาไว้ได้แต่ถ้าเรามาเริ่มฉีดโบท็อกซ์ตอนอายุซัก 40 เราก็คงทำได้แค่รักษาสภาพผิวในวัย 40 ของเราไม่ให้เหี่ยวย่นไปมากกว่านี้  อันที่จริง แนวคิดเรื่องช่วงอายุที่ควรเริ่มฉีดโบท็อกซ์ก็คล้ายๆกับช่วงอายุที่เราควรเริ่มทำประกันสุขภาพยิ่งเราซื้อประกันสุขภาพเร็ว ในวันที่ร่างกายเรายังแข็งแรงเราก็จะได้รับความคุ้มครองแบบครอบคลุม ครบถ้วนเพราะร่างกายเรายังสมบูรณ์เหมือนกับการฉีดโบท็อกซ์ตอนอายุน้อยๆ ที่ช่วยได้คงสภาพผิวที่ดีที่สุดในวัยเยาว์ของเราเอาไว้ แต่ถ้าเราเริ่มทำประกันสุขภาพตอนที่อายุเริ่มเยอะ หรือมีความเจ็บป่วยมาเยือนเราก็จะถูกงดเว้นความคุ้มครองในการรักษาบางโรค หรืออาจถูกปฏิเสธการรับประกันเลยก็เป็นได้เหมือนกับการฉีดโบท็อกซ์ตอนที่ผิวเริ่มมีริ้วรอยไปมากแล้ว จึงไม่สามารถรักษาสภาพผิวที่อ่อนเยาว์เอาไว้ได้ เป็นไปไม่ได้เลยว่า อายุที่มากขึ้น จะนำมาซึ่งสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงกว่าช่วงวัยเด็กและไม่มีใครสามารถการันตีได้ว่า แก่ตัวไปจะไม่มีโรคภัยไข้เจ็บมาเยือน ในเมื่อเราไม่สามารถคาดเดาอนาคตได้ว่าการเจ็บป่วยที่อาจจะเกิดขึ้นนั้น มี ราคาที่เราต้องจ่ายเท่าไหร่ ดังนั้น สิ่งที่เราทำได้ดีที่สุด ก็คือการเตรียมตัวให้พร้อม ด้วยการทำประกันสุขภาพในตอนที่เรายังแข็งแรงดี เพราะประกันสุขภาพไม่ได้ซื้อได้ด้วยเงินเท่านั้น ต้องใช้สุขภาพที่ดีในการซื้อด้วย ด้วยความปรารถนาดีจาก เมย์ แอร์หมวยขี้งกค่ะ : )

  • ตรวจสุขภาพประจำปี กับดักของมนุษย์เงินเดือน

    ตรวจสุขภาพประจำปี กับดักของมนุษย์เงินเดือน

    หนึ่งในสวัสดิการที่มนุษย์เงินเดือนหลายๆท่าน นิยมชมชอบ คือ โปรแกรมตรวจร่างกายฟรี!! ที่บริษัทจัดให้เป็นประจำทุกๆปี ยิ่งถ้าพนักงานที่มีอายุงานกับบริษัทนานหน่อย ก็จะได้ตรวจโปรแกรมพิเศษเพิ่มไปอีก ทั้งการตรวจหาระดับสารบ่งชี้มะเร็งตับ, สารบ่งชี้มะเร็งลำไส้ บางที่มีอัลตร้าซาวน์ช่องท้องส่วนบนส่วนล่างด้วย(เอาให้ครบ) ฟังแบบนี้แล้วเชื่อว่าหลายๆน่าจะชอบ เพราะของฟรี ยิ่งตรวจเยอะยิ่งดีใช่มั้ยหล่า  แต่จะมีใครเคยคิดอีกมุมนึงบ้างมั้ยว่าแท้ที่จริงแล้ว นี่คือกับดักของมนุษย์เงินเดือนโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่ยังไม่มีประกันสุขภาพส่วนตัว (มีแค่ประกันกลุ่มของบริษัท) ที่บอกว่ามันเป็นกับดักก็เพราะ เวลาคนเราอายุมากขึ้น โอกาสเจ็บป่วยมันก็สูงขึ้นจริงมั้ย? หรือใครจะบอกว่าฉันยิ่งแก่ ยิ่งแข็งแรง วิ่งได้เร็ว ยกของได้หนักกว่า 10 ปีที่แล้วบ้าง คงไม่มี แล้วเราจะมั่นใจได้ยังไงว่าการตรวจร่างกายชุดใหญ่ของเราในวันนี้ จะไม่เจอแขกผู้มาเยือนรายใหม่ ไม่ว่าจะเป็นก้อนซีสที่มดลูก ก้อนไขมันที่หน้าอก หรือระดับสารบ่งชี้มะเร็งตับไตไส้พุง etc.  แม้บางครั้งหมอจะบอกว่ามันไม่ได้เป็นอะไร แต่สิ่งที่ตรวจเจอนี้จะกลายเป็น “ประวัติสุขภาพ” โชว์หราในบันทึกตรวจร่างกายประจำปีของเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และถ้าวันใดวันหนึ่งเกิดเราลาออกจากบริษัทนี้ อยากจะทำประกันสุขภาพของตัวเอง ถึงวันนั้นบริษัทประกันอาจไม่รับพิจารณาให้ความคุ้มครองสุขภาพกับเราเลยก็เป็นได้ เพราะประกันสุขภาพ แค่มีเงินอย่างเดียวซื้อไม่ได้ แต่ต้องมีประวัติสุขภาพที่แข็งแรง สมบูรณ์ดีไปประกอบการพิจารณาทำประกันด้วย แต่ถ้าโชคร้ายไปป่วยส่วนไหนมาก่อน ก็จะโดนงดเว้นความคุ้มครองส่วนนั้นและอวัยวะสืบเนื่องไปตามระเบียบ ดังนั้น ก่อนตรวจสุขภาพประจำปีครั้งต่อไป ถ้าไม่มั่นใจว่าจะไม่จ๊ะเอ๋กับโรคใหม่ๆในร่างกายทำประกันสุขภาพส่วนตัวกันก่อนเถอะค่ะ จะได้ไม่ต้องมาบอกว่า “รู้งี้ทำประกันไว้ก่อนดีกว่า”  ด้วยความปรารถนาดีจาก แอร์หมวยขี้งก : )

  • เป็นเบาหวานทำประกันสุขภาพได้มั้ย

    เป็นเบาหวานทำประกันสุขภาพได้มั้ย

    ขึ้นชื่อว่าความเจ็บป่วยไม่ว่าจะด้วยโรคอะไรก็ตาม คงไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นกับตัวเอง บางโรคถ้าโชคดีสามารถรักษาให้หายขาดได้แต่ถ้าโชคร้ายเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง สิ่งที่ทำได้อาจเพียงแค่การรักษาตามอาการ เท่านั้นและหนึ่งในโรคยอดฮิตของคนไทยที่เข้าข่ายโรคเรื้อรังดังกล่าว คือ โรคเบาหวาน นั่นเอง ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับโรคเบาหวานกันซักหน่อย โรคเบาหวาน คือ โรคที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง เนื่องการทำงานที่ผิดปกติของฮอร์โมนที่มีชื่อว่าอินซูลิน ร่างกายจึงไม่สามารถเปลี่ยนน้ำตาลให้เป็นพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้มีน้ำตาลเหลืออยู่ในกระแสเลือดมากกว่าปกติ หากเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน จะส่งผลให้อวัยวะเสื่อม ทำงานล้มเหลวหรือเกิดโรคแทรกซ้อนตามมาได้ แล้วถ้าเราเป็นเบาหวาน เราจะยังทำประกันสุขภาพได้อยู่มั้ย เบื้องต้นต้องเข้าใจหลักเกณฑ์ในการรับประกันก่อนว่า บริษัทประกันจะไม่คุ้มครองโรคที่เป็นมาก่อน(Pre-existing Condition) แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าถ้าเราป่วยด้วยโรคอะไรก็ตามบริษัทจะไม่รับประกันเลย หากโรคที่เราเป็นอยู่นั้นไม่จัดเป็นโรคร้ายแรงเรื้อรัง เราสามารถลองยื่นขอทำประกันสุขภาพได้ ซึ่งบริษัทจะเสนอเงื่อนไขมาให้ข้อใดข้อหนึ่ง ดังนี้ รับประกัน แต่ งดเว้นความคุ้มครองโรคที่เป็นมาก่อนและโรคที่มีความเกี่ยวเนื่อง เพิ่มเบี้ยประกัน เนื่องจากเรามีความเสี่ยงในการเจ็บป่วยมากกว่าคนปกติ ข้อ 1 และ ข้อ 2 รวมกัน ไม่รับประกันเลย  แต่สำหรับโรคเบาหวานนั้น ผู้ป่วยมีความเสี่ยงที่จะมีโรคแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมาได้ในภายหลัง เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ, โรคหลอดเลือดสมอง หรือภาวะเบาหวานลงไต ดังนั้น บริษัทประกันส่วนใหญ่จึงไม่รับทำประกันสุขภาพให้กับผู้ป่วยเบาหวานค่ะ ทั้งหมดทั้งมวลนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขการพิจารณารับประกันของแต่ละบริษัทด้วย ถ้ามีตัวแทนประกันที่รู้ใจสามารถให้ลองช่วยยื่นคำร้องขอทำประกันสุขภาพกับบริษัทประกันดูได้ค่ะ เราอาจจะโชคดีได้รับความคุ้มครองแบบมีเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่งก็ได้ อ่านมีถึงตรงนี้แล้ว เชื่อว่าหลายคนน่าจะเริ่มเข้าใจแล้วว่า ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการทำประกันสุขภาพ คือ…

  • ประกันสุขภาพสำคัญมั้ย

    ประกันสุขภาพสำคัญมั้ย

    ถ้ามีประกันสุขภาพแจกฟรี เอารึเปล่า คนส่วนใหญ่น่าตอบว่าเอาอยู่แล้วหล่ะ แหม่ ของฟรีใครๆก็ชอบทั้งนั้น แล้วถ้าลองเปลี่ยนคำถามใหม่เป็น ถ้ามีโต๊ะไม้สักพร้อมเก้าอี้อย่างดีครบชุดแจกฟรี เอามั้ย?? สำหรับคำถามนี้ หลายคนน่าจะเริ่มคิดเยอะขึ้น จะเอาหรือไม่เอาดี เมย์คนนึงหล่ะที่ไม่เอา เพราะส่วนตัวคิดว่าคงไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไร รู้สึกเกะกะบ้านด้วยซ้ำ ทีนี้ จะเริ่มเห็นแล้วว่า ของบางอย่าง ต่อให้แจกฟรี ถ้ามันไม่มีประโยชน์กับเรา ก็คงไม่อยากได้ แต่สำหรับประกันสุขภาพนั้น เชื่อว่าทุกคนคิดเหมือนกันว่ามัน มีประโยชน์ วันใดวันหนึ่งต้องได้ใช้แน่ๆ  จึงไม่น่าแปลกใจที่คนส่วนใหญ่จะเลือกรับแบบไม่ลังเล แต่ในโลกของความเป็นจริงนั้น มันไม่มีประกันสุขภาพมาแจกฟรีหน่ะสิ แล้วทำไมคนส่วนใหญ่ถึงไม่ซื้อประกันสุขภาพ ทั้งๆที่รู้ว่ามันมีประโยชน์? เมย์มีโอกาสได้คุยกับเพื่อนที่ยังไม่ซื้อประกันสุขภาพ เค้ามีความคิดว่า การจ่ายเบี้ยประกันสุขภาพปีละสองสามหมื่น เกิดปีนั้นไม่ป่วยเลยมันไม่คุ้ม แต่ลองมาคิดดูดีๆว่า ถ้าความคุ้มค่าของซื้อประกันสุขภาพ คือการได้เบิกค่ารักษาหนักๆในโรงพยาบาล เช่น ประสบอุบัติเหตุรถคว่ำ โรคมะเร็ง หรือเส้นเลือดในสมองแตก เรายังอยากคุ้มกับมันจริงๆหรอ ส่วนตัวเมย์ยอมไม่คุ้มดีกว่าค่ะ 55555 เพราะประกันสุขภาพมีแล้วไม่ใช้ดีกว่าจะใช้แล้วมันไม่มี (เรื่องนี้ยอมมมมมมม) แล้วมันจำเป็นต้องมีขนาดนั้นเลยหรอ ประกันสุขภาพเนี่ย? ถ้ายังตัดสินใจไม่ได้ ลองมาดูตัวอย่างง่ายๆกันทางเลือกแรก ฉันจะไม่ซื้อประกันสุขภาพทางเลือกนี้จะขอใช้วิธีการเก็บเงินเตรียมไว้เป็นค่ารักษาพยาบาลตัวเองปีละ 20,000 บาท(เท่าค่าเบี้ย) ผ่านไป 10 ปี…