Author: Soontree S.
-

เริ่มฉีดโบท็อกซ์ครั้งแรกตอนอายุเท่าไหร่
ขึ้นชื่อว่าความแก่ ริ้วรอย หรือความเหี่ยวย่น สำหรับคนที่รักสวยรักงามแล้วนั้นคงไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นกับตัวเองแต่มันก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก เพราะมันคือธรรมชาติของมนุษย์ จะให้หน้าเป๊ะ ตึงเปรี๊ยะเหมือนเดิมเป็นสิบๆปีคงเป็นไปได้ยาก ถ้าไม่มีตัวช่วยดีๆอย่าง โบท็อกซ์ แล้วเราควรจะเริ่มฉีดโบท็อกซ์ตอนอายุเท่าไหร่ดีหล่ะ บางคนอาจจะบอก ตอน 20, 25, หรือเข้าเลข 3 ค่อยฉีดเคยมีรุ่นน้องที่เป็นสายรักสวยรักงามแนะนำว่า ยิ่งฉีดโบท็อกซ์เร็วเท่าไหร่ ยิ่งดี ฉีดตอนอายุยังไม่เยอะนี่หล่ะ นั่นก็เพราะ โบท็อกซ์จะช่วยคงสภาพผิวที่ยังเต่งตึง ไร้ริ้วรอยตอนเราอายุยังน้อยเอาไว้ได้แต่ถ้าเรามาเริ่มฉีดโบท็อกซ์ตอนอายุซัก 40 เราก็คงทำได้แค่รักษาสภาพผิวในวัย 40 ของเราไม่ให้เหี่ยวย่นไปมากกว่านี้ อันที่จริง แนวคิดเรื่องช่วงอายุที่ควรเริ่มฉีดโบท็อกซ์ก็คล้ายๆกับช่วงอายุที่เราควรเริ่มทำประกันสุขภาพยิ่งเราซื้อประกันสุขภาพเร็ว ในวันที่ร่างกายเรายังแข็งแรงเราก็จะได้รับความคุ้มครองแบบครอบคลุม ครบถ้วนเพราะร่างกายเรายังสมบูรณ์เหมือนกับการฉีดโบท็อกซ์ตอนอายุน้อยๆ ที่ช่วยได้คงสภาพผิวที่ดีที่สุดในวัยเยาว์ของเราเอาไว้ แต่ถ้าเราเริ่มทำประกันสุขภาพตอนที่อายุเริ่มเยอะ หรือมีความเจ็บป่วยมาเยือนเราก็จะถูกงดเว้นความคุ้มครองในการรักษาบางโรค หรืออาจถูกปฏิเสธการรับประกันเลยก็เป็นได้เหมือนกับการฉีดโบท็อกซ์ตอนที่ผิวเริ่มมีริ้วรอยไปมากแล้ว จึงไม่สามารถรักษาสภาพผิวที่อ่อนเยาว์เอาไว้ได้ เป็นไปไม่ได้เลยว่า อายุที่มากขึ้น จะนำมาซึ่งสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงกว่าช่วงวัยเด็กและไม่มีใครสามารถการันตีได้ว่า แก่ตัวไปจะไม่มีโรคภัยไข้เจ็บมาเยือน ในเมื่อเราไม่สามารถคาดเดาอนาคตได้ว่าการเจ็บป่วยที่อาจจะเกิดขึ้นนั้น มี ราคาที่เราต้องจ่ายเท่าไหร่ ดังนั้น สิ่งที่เราทำได้ดีที่สุด ก็คือการเตรียมตัวให้พร้อม ด้วยการทำประกันสุขภาพในตอนที่เรายังแข็งแรงดี เพราะประกันสุขภาพไม่ได้ซื้อได้ด้วยเงินเท่านั้น ต้องใช้สุขภาพที่ดีในการซื้อด้วย ด้วยความปรารถนาดีจาก เมย์ แอร์หมวยขี้งกค่ะ : )
-

ลดหย่อนภาษีด้วยประกันบำนาญ ดีมั้ย
เมื่อพูดถึงประกันบำนาญ หลายคนอาจจะยังไม่คุ้นชินเท่าประกันชีวิตหรือประกันสุขภาพถ้าจะให้อธิบายง่ายๆว่าประกันบำนาญคืออะไร ให้คิดภาพว่า คือ ประกันรูปแบบหนึ่งที่การันตีการจ่ายเงินก้อนให้กับเราไปเรื่อยๆหลังจากที่เราเกษียณอายุตามระยะเวลาที่กำหนด จ่ายเป็นรายเดือนหรือรายปีขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละบริษัท ซึ่งเงินที่เค้าเอามาจ่ายให้เราเนี่ย ก็คือเงินที่เราทยอยออมกับบริษัทไปก่อนหน้านี้นั่นหล่ะแต่จะมีผลตอบแทนส่วนเพิ่มมาให้ด้วย จุดเด่นของประกันบำนาญ ที่แตกต่างจากการฝากธนาคาร คือ เอามาลดหย่อนภาษีได้ตามจริงสูงสุดไม่เกิน 15%ของรายได้และไม่เกิน 200,000 บาท ที่สำคัญคือเมื่อเอาไปรวมกับ SSF, RMF,กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ, กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชนแล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท นอกจากนี้ ประกันบำนาญยังเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยสร้างวินัยในการออมให้เราได้อย่างดี เพราะเราต้องส่งเบี้ยต่อเนื่อง(บังคับเก็บเงินค้าบ จะวอกแวกไป F ของนู่นนี่ก็อาจจะต้องคิดหนักนิดนึง) ส่งทุกปีจนกว่าจะถึงเวลาที่บริษัทจะจ่ายเงินคืน ซึ่งส่วนใหญ่จะเริ่มคืนเงินตอนเราเกษียณคือช่วงอายุ 55 ปีขึ้นไป อ่านมาถึงตรงนี้ เชื่อว่าหลายคนน่าจะเริ่มสนใจอยากซื้อประกันบำนาญกันบ้างแล้ว แต่อยากบอกเพิ่มเติมว่าประกันบำนาญไม่ได้เหมาะกับทุกคน เพราะถ้านำผลตอบแทนไปเทียบกับสิทธิประโยชน์ลดหย่อนภาษีตัวอื่นๆอย่างกองทุนรวมส่งเสริมการออม(SSF) หรือกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ(RMF) ที่ลงทุนในตราสารทุนนั้น SSF, RMFก็มีโอกาสให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าประกันบำนาญ เพราะความเสี่ยงที่สูงกว่าย่อมมีโอกาสให้ผลตอบแทนที่มากขึ้นเป็นธรรมดาถูกม๊า (High Risk, High Expected Return) ดังนั้น ถ้าเราเป็นคนที่สามารถรับความเสี่ยงได้ การซื้อประกันบำนาญเพื่อลดหย่อนภาษีแบบเต็มสิทธิ อาจจะไม่ตอบโจทย์เราสักเท่าไหร่เพราะทำให้เราเสียโอกาสในการได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้นในระยะยาว แต่สำหรับใครที่รับความเสี่ยงได้น้อยหรือเหลือระยะเวลาในการลงทุนไม่มากประกันบำนาญก็จะตอบโจทย์กลุ่มคนเหล่านี้ได้ดี เพราะการันตีเงินที่ได้รับ มั่นใจว่าแก่ไปมีเงินใช้อย่างแน่นอนค่ะ สำหรับใครที่สนใจประกันบำนาญเมย์อยากพาไปรู้จักกับประกันบำนาญที่ใช้ลดหย่อนภาษี 200,000…
-

ตรวจสุขภาพประจำปี กับดักของมนุษย์เงินเดือน
หนึ่งในสวัสดิการที่มนุษย์เงินเดือนหลายๆท่าน นิยมชมชอบ คือ โปรแกรมตรวจร่างกายฟรี!! ที่บริษัทจัดให้เป็นประจำทุกๆปี ยิ่งถ้าพนักงานที่มีอายุงานกับบริษัทนานหน่อย ก็จะได้ตรวจโปรแกรมพิเศษเพิ่มไปอีก ทั้งการตรวจหาระดับสารบ่งชี้มะเร็งตับ, สารบ่งชี้มะเร็งลำไส้ บางที่มีอัลตร้าซาวน์ช่องท้องส่วนบนส่วนล่างด้วย(เอาให้ครบ) ฟังแบบนี้แล้วเชื่อว่าหลายๆน่าจะชอบ เพราะของฟรี ยิ่งตรวจเยอะยิ่งดีใช่มั้ยหล่า แต่จะมีใครเคยคิดอีกมุมนึงบ้างมั้ยว่าแท้ที่จริงแล้ว นี่คือกับดักของมนุษย์เงินเดือนโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่ยังไม่มีประกันสุขภาพส่วนตัว (มีแค่ประกันกลุ่มของบริษัท) ที่บอกว่ามันเป็นกับดักก็เพราะ เวลาคนเราอายุมากขึ้น โอกาสเจ็บป่วยมันก็สูงขึ้นจริงมั้ย? หรือใครจะบอกว่าฉันยิ่งแก่ ยิ่งแข็งแรง วิ่งได้เร็ว ยกของได้หนักกว่า 10 ปีที่แล้วบ้าง คงไม่มี แล้วเราจะมั่นใจได้ยังไงว่าการตรวจร่างกายชุดใหญ่ของเราในวันนี้ จะไม่เจอแขกผู้มาเยือนรายใหม่ ไม่ว่าจะเป็นก้อนซีสที่มดลูก ก้อนไขมันที่หน้าอก หรือระดับสารบ่งชี้มะเร็งตับไตไส้พุง etc. แม้บางครั้งหมอจะบอกว่ามันไม่ได้เป็นอะไร แต่สิ่งที่ตรวจเจอนี้จะกลายเป็น “ประวัติสุขภาพ” โชว์หราในบันทึกตรวจร่างกายประจำปีของเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และถ้าวันใดวันหนึ่งเกิดเราลาออกจากบริษัทนี้ อยากจะทำประกันสุขภาพของตัวเอง ถึงวันนั้นบริษัทประกันอาจไม่รับพิจารณาให้ความคุ้มครองสุขภาพกับเราเลยก็เป็นได้ เพราะประกันสุขภาพ แค่มีเงินอย่างเดียวซื้อไม่ได้ แต่ต้องมีประวัติสุขภาพที่แข็งแรง สมบูรณ์ดีไปประกอบการพิจารณาทำประกันด้วย แต่ถ้าโชคร้ายไปป่วยส่วนไหนมาก่อน ก็จะโดนงดเว้นความคุ้มครองส่วนนั้นและอวัยวะสืบเนื่องไปตามระเบียบ ดังนั้น ก่อนตรวจสุขภาพประจำปีครั้งต่อไป ถ้าไม่มั่นใจว่าจะไม่จ๊ะเอ๋กับโรคใหม่ๆในร่างกายทำประกันสุขภาพส่วนตัวกันก่อนเถอะค่ะ จะได้ไม่ต้องมาบอกว่า “รู้งี้ทำประกันไว้ก่อนดีกว่า” ด้วยความปรารถนาดีจาก แอร์หมวยขี้งก : )
-

-

ทำความรู้จักกับ UNIT-LINKED
Unit-Linked คืออะไร นาทีนี้ถ้าพูดถึง ยูนิตลิงค์(Unit-Linked) เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินผ่านหูผ่านตากันมาบ้าง แต่อาจมีเพียงไม่กี่คนที่เข้าใจอย่างแท้จริงว่ายูนิตลิงค์คืออะไร วันนี้แอดมีคำตอบแบบเข้าใจง่ายๆมาฝากกันค่ะ ยูนิตลิงค์ เป็นประกันชีวิตรูปแบบใหม่ที่ให้ความคุ้มครองชีวิตสูงกว่าประกันชีวิตแบบดั้งเดิม มีชื่อเรียกแบบทางการๆหน่อยว่า ประกันชีวิตควบการลงทุน ซึ่งเจ้ายูนิตลิงค์นี้จะแตกต่างจากประกันชีวิตแบบเก่าในส่วนของความคุ้มครองชีวิตที่สูงกว่าและยังเพิ่มโอกาสในการได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้นจากการลงทุนผ่านกองทุนรวม นั่นเอง มาทำความรู้จักกับโครงสร้างเบี้ยประกันภัยกันก่อน ก่อนที่เราจะไปทำความรู้จักกับยูนิตลิงค์กันต่อ อยากพาทุกคนมาทำความเข้าใจกับภาพใหญ่ของโครงสร้างเบี้ยประกันภัยก่อนค่ะ แรกเริ่มเดิมทีผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตแบบดั้งเดิมนั้น เวลาที่เราจ่ายเบี้ยไปแต่ละปี เบี้ยประกันจะถูกจัดสรรออกเป็น 3 ส่วน คือ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของบริษัท พวกค่าคอมมิชชั่น ค่าบริหารจัดการต่างๆ ค่าการประกันภัย เป็นเงินที่บริษัทนำไปบริหารความเสี่ยงสำหรับการจ่ายเงินคืนให้กับผู้เอาประกันในกรณีที่ผู้เอาประกันเสียชีวิต (ค่าความคุ้มครองชีวิต) เงินลงทุน บริษัทเอาไปลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนที่เป็นทั้งรายได้ให้บริษัทและเป็นเงินคืนให้ผู้เอาประกัน เงินจะถูกจัดสรรไปในข้อ 2 หรือ ข้อ 3 เป็นสัดส่วนเท่าไหร่ขึ้นอยู่กับแบบประกันที่เราเลือกซื้อ (ถ้าใครอยากรู้ว่าประกันชีวิตมีแบบไหนบ้างตามไปอ่านได้ที่ ประกันชีวิต คำง่ายๆแต่ความหมายสุดลึกล้ำ) ถ้าเราให้น้ำหนักไปที่ความคุ้มครองชีวิตอย่างประกันชีวิตแบบตลอดชีพ เงินจะถูกจัดสรรไปที่ค่าการประกันเยอะหน่อย สัดส่วนที่เอาไปลงทุนจึงน้อยลงเลยทำให้ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ ให้ผลตอบแทนที่ไม่สูงนักเมื่อครบกำหนดสัญญา ในทางกลับกัน สำหรับประกันแบบสะสมทรัพย์ เงินจะถูกจัดสรรไปที่ส่วนของเงินลงทุนเยอะหน่อย ทำให้ทุนชีวิตที่เรามีจากประกันแบบสะสมทรัพย์นั้นไม่สูงเท่าทุนชีวิตจากประกันชีวิตแบบตลอดชีพ แต่ข้อดีคือประกันแบบสะสมทรัพย์นั้นจะมีผลตอบแทนเมื่อครบกำหนดสัญญามากขึ้นแทน สาเหตุที่ผลตอบแทนเมื่อครบกำหนดสัญญาจากประกันชีวิตแบบต่างๆไม่สูงมากนัก เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์ทางการเงินตัวอื่นๆ เพราะบริษัทประกันถูกกำหนดให้ต้องลงทุนในสินทรัพย์ที่เหมาะสมกับภาระผูกพันที่มีอยู่ จึงไม่สามารถลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงได้ แต่เราไม่สามารถเปรียบเทียบแค่เรื่องของผลตอบแทนได้เพียงอย่างเดียว ผลิตภัณฑ์ทางการเงินแต่ละตัวช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายทางการเงินที่แตกต่างกัน ต้องเข้าใจก่อนว่าวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของประกันชีวิตไม่ใช่ผลตอบแทนแต่มันคือการสร้างความคุ้มครองชีวิตให้กับคนข้างหลัง…
-

เป็นเบาหวานทำประกันสุขภาพได้มั้ย
ขึ้นชื่อว่าความเจ็บป่วยไม่ว่าจะด้วยโรคอะไรก็ตาม คงไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นกับตัวเอง บางโรคถ้าโชคดีสามารถรักษาให้หายขาดได้แต่ถ้าโชคร้ายเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง สิ่งที่ทำได้อาจเพียงแค่การรักษาตามอาการ เท่านั้นและหนึ่งในโรคยอดฮิตของคนไทยที่เข้าข่ายโรคเรื้อรังดังกล่าว คือ โรคเบาหวาน นั่นเอง ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับโรคเบาหวานกันซักหน่อย โรคเบาหวาน คือ โรคที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง เนื่องการทำงานที่ผิดปกติของฮอร์โมนที่มีชื่อว่าอินซูลิน ร่างกายจึงไม่สามารถเปลี่ยนน้ำตาลให้เป็นพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้มีน้ำตาลเหลืออยู่ในกระแสเลือดมากกว่าปกติ หากเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน จะส่งผลให้อวัยวะเสื่อม ทำงานล้มเหลวหรือเกิดโรคแทรกซ้อนตามมาได้ แล้วถ้าเราเป็นเบาหวาน เราจะยังทำประกันสุขภาพได้อยู่มั้ย เบื้องต้นต้องเข้าใจหลักเกณฑ์ในการรับประกันก่อนว่า บริษัทประกันจะไม่คุ้มครองโรคที่เป็นมาก่อน(Pre-existing Condition) แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าถ้าเราป่วยด้วยโรคอะไรก็ตามบริษัทจะไม่รับประกันเลย หากโรคที่เราเป็นอยู่นั้นไม่จัดเป็นโรคร้ายแรงเรื้อรัง เราสามารถลองยื่นขอทำประกันสุขภาพได้ ซึ่งบริษัทจะเสนอเงื่อนไขมาให้ข้อใดข้อหนึ่ง ดังนี้ รับประกัน แต่ งดเว้นความคุ้มครองโรคที่เป็นมาก่อนและโรคที่มีความเกี่ยวเนื่อง เพิ่มเบี้ยประกัน เนื่องจากเรามีความเสี่ยงในการเจ็บป่วยมากกว่าคนปกติ ข้อ 1 และ ข้อ 2 รวมกัน ไม่รับประกันเลย แต่สำหรับโรคเบาหวานนั้น ผู้ป่วยมีความเสี่ยงที่จะมีโรคแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมาได้ในภายหลัง เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ, โรคหลอดเลือดสมอง หรือภาวะเบาหวานลงไต ดังนั้น บริษัทประกันส่วนใหญ่จึงไม่รับทำประกันสุขภาพให้กับผู้ป่วยเบาหวานค่ะ ทั้งหมดทั้งมวลนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขการพิจารณารับประกันของแต่ละบริษัทด้วย ถ้ามีตัวแทนประกันที่รู้ใจสามารถให้ลองช่วยยื่นคำร้องขอทำประกันสุขภาพกับบริษัทประกันดูได้ค่ะ เราอาจจะโชคดีได้รับความคุ้มครองแบบมีเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่งก็ได้ อ่านมีถึงตรงนี้แล้ว เชื่อว่าหลายคนน่าจะเริ่มเข้าใจแล้วว่า ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการทำประกันสุขภาพ คือ…
-

คู่รักไม่ได้จดทะเบียนสมรสทำประกันชีวิตให้กันได้มั้ย
รูปแบบการใช้ชีวิตคู่ในสังคมปัจจุบัน มีความหลากหลายมากขึ้น หลายคู่สร้างครอบครัวร่วมกันโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส หรือบางคู่อาจเป็นคู่รักเพศเดียวกันก็มีมากมาย เมื่อใช้ชีวิตร่วมทุกข์ร่วมสุขกันเป็นระยะเวลานาน หลายคู่เริ่มอยากสร้างความมั่นคงให้กับคู่ของตนด้วยการทำทุนประกันชีวิตให้แก่กัน เพราะถ้าเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นคงไม่มีใครอยากทิ้งคู่ของตนให้ลำบากอยู่เพียงลำพัง จึงเป็นที่มาของหนึ่งในคำถามยอดฮิตที่ว่า “คู่รักไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน สามารถทำประกันชีวิตแล้วยกผลประโยชน์ให้กันได้หรือไม่” ถ้าลองมาดูตามกฏหมายที่เกี่ยวข้องกับกรมธรรม์ประกันชีวิต อย่างประมวลกฏหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 862 นั้น พบว่า กฎหมายไม่ได้บังคับว่าผู้รับประโยชน์จะต้องเป็นบุคคลซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับผู้เอาประกันภัย จึงเป็นสิทธิของผู้เอาประกันภัยว่าจะระบุให้บุคคลใดเป็นผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิตก็ได้ นั่นหมายความว่า เราจะยกผลประโยชน์จากกรมธรรม์ประกันชีวิตให้กับใครก็ได้ แต่ช้าก่อน ในทางปฏิบัตินั้น หนึ่งในเงื่อนไขสำคัญที่บริษัทผู้รับประกันภัยจะรับพิจารณา คือ ผู้รับประโยชน์ต้องเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับผู้เอาประกันภัยเสมอ หลายคนอาจจะคิดว่า ส่วนได้เสียกัน อื่มมม แบบนี้เข้าเงื่อนไขแล้วสิ ยั๊งง คนละได้เสียค่ะ 555555 คำว่าผู้มีส่วนได้เสียในที่นี้ หมายถึง คนที่ได้รับประโยชน์จากการมีชีวิตอยู่ของผู้เอาประกันภัย และเสียประโยชน์จากการจากไปของผู้เอาประกันภัยเช่นกัน ยกตัวอย่าง เช่น ความสัมพันธ์พ่อแม่ลูก ในช่วงเวลาที่ลูกยังเด็กนั้น ยังคงต้องพึ่งพาการดูแลทางด้านการเงินจากพ่อแม่อยู่ ถ้าพ่อแม่จากไปในขณะที่ลูกยังไม่สามารถดูแลตัวเองได้ ลูกย่อมมีส่วนได้เสียในการจากไปครั้งนี้อย่างแน่นอน ดังนั้น พ่อแม่สามารถทำประกันชีวิตแล้วยกผลประโยชน์เป็นทุนประกันชีวิตให้กับลูกได้ หรือจะเป็นความสัมพันธ์แบบสามีภรรยาก็ใช้หลักคิดแบบเดียวกัน เหตุผลที่บริษัทประกันกำหนดเงื่อนไขข้อนี้ขึ้นมา ก็เพื่อปกป้องผู้เอาประกันภัย เพราะถ้าเราสามารถยกผลประโยชน์จากการเสียชีวิตของเราให้ใครก็ได้นั้น อาจมีมิจฉาชีพบางกลุ่มใช้ช่องว่างตรงนี้หลอกให้คนทำประกันชีวิตแล้วยกผลประโยชน์ให้แก่ตัวเอง หลังจากนั้นก็ทำร้ายบุคคลดังกล่าวให้ถึงแก่ความตายเพื่อรับเงินเอาประกันก็เป็นได้ การกำหนดว่าผู้รับผลประโยชน์ต้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียจึงช่วยตัดปัญหาการทำประกันชีวิตเพื่อหวังฆาตกรรมเอาเงินประกันชีวิต เพราะคงไม่มีใครอยากให้คนที่มีส่วนได้เสียในชีวิตจากไปเพียงเพื่อหวังจะเอาเงินประกันถูกมั้ยคะ สำหรับการพิจาณาผู้มีส่วนได้เสียของแต่ละบริษัทประกันนั้น ขึ้นอยู่กับนโนบายของแต่ละบริษัทอีกเช่นกัน แต่ในทางปฏิบัติที่ผ่านมา…
-

การรักษาโควิดแบบ Home Isolation ประกันจ่ายมั้ย??
หนึ่งในคำถามยอดฮิตที่หลายคนอยากรู้ในช่วงนี้ คือ “ถ้าติดโควิดแล้วรักษาตัวแบบ Home Isolation ประกันจ่ายมั้ย?” คำตอบ คือ จ่ายค่ะ เย้!! โดยบริษัทประกันจะจ่ายให้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีความจำเป็นทางการแพทย์ที่ต้องรับการรักษาตัวในโรงพยาบาลด้วยโรคโควิด-19 แต่ไม่มีสถานพยาบาลรองรับ สำหรับวงเงินค่ารักษาพยาบาลนั้นจะอยู่ภายในวงเงินความคุ้มครองที่เราเลือกซื้อไว้ ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลักๆ คือ ความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลกรณีผู้ป่วยนอก(ไม่นอนโรงพยาบาล) ความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลกรณีผู้ป่วยใน(นอนโรงพยาบาล) และ คุ้มครองเงินชดเชยรายวัน(สูงสุด14วัน) ยกตัวอย่างง่ายๆ แอดเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับการวางแผนการเงินมาก จึงเลือกทำประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายวงเงิน 3 ล้านบาท พร้อมทั้งซื้อความคุ้มครองเงินชดเชยรายได้ด้วย เพราะถ้าวันไหนแอดไม่ทำงานวันนั้นก็จะไม่มีรายได้ เลยซื้อเงินชดเชยไว้คืนละ 1,000 บาท สามเดือนต่อมา เกิดโชคร้ายเกิดติดโควิด-19 (ทั้งๆที่ไม่ได้ไปไหน อยู่แต่บ้าน _”_ ) ยิ่งไปกว่านั้นโรงพยาบาลไม่มีเตียงให้อีก! แต่โชคยังพอเข้าข้างแอดอยู่บ้างตรงที่อาการไม่ได้รุนแรงมากนัก หมอจึงวินิจฉัยให้รักษาแบบ Home Isolation กรณีแบบนี้ ถึงแม้จะไม่ได้แอดมิทที่โรงพยาบาลแต่แอดก็จะได้รับความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลโควิด-19 ภายในวงเงิน 3 ล้านบาทที่ซื้อไว้ รวมถึงยังได้รับเงินชดเชยรายได้อีก วันละ 1,000 บาทอีกด้วย(สูงสุด 14 วัน คิดเป็นมูลค่า 14,000…
-

คนละครึ่ง VS ยิ่งใช้ยิ่งได้ เลือกอันไหนคุ้มกว่ากัน
สำหรับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่ออกมาล่าสุดอย่าง คนละครึ่งเฟส 3 และ ยิ่งใช้ยิ่งได้ นั้น หลายคนอาจมีคำถามว่า จะเลือกใช้สิทธิไหนดีถึงจะคุ้มกว่ากัน วันนี้เมย์มีคำตอบมาให้ค่ะ มาเริ่มกันที่โครงการคนละครึ่งเฟส 3 กันก่อน หลายคนน่าจะคุ้นเคยกับโครงการนี้เป็นอย่างดี โดยในครั้งนี้รัฐจะโอนเงินเข้าแอปเป๋าตังให้ทั้งหมด 3,000 บาท แบ่งออกเป็น 2 รอบ รอบละ 1,500 บาท รอบแรก ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 64 ถึง 30 ก.ย.64 และรอบที่สอง ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 64 ถึง 31 ธ.ค. 64 สิทธิการใช้ก็ตามชื่อเลย “คนละครึ่ง” คือ เราจ่าย 150 บาท รัฐออกให้ 150 บาทต่อวัน โดยจะต้องใช้จ่ายเงินผ่านแอปเป๋าตัง กับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการและมีแอปถุงเงินรองรับ ส่วน ยิ่งใช้ยิ่งได้ นั้น จะเป็นการคืน E-Voucher…
-

อยากเก็บหนึ่งล้านแรก เริ่มยังไงดี
ตอนเรายังเป็นเด็ก มักจะถูกสอนให้รู้จักการเก็บออมด้วยการเอาเงินที่เหลือจากค่าขนมในแต่ละวันมาหยอดกระปุก อาจจะวันละ 10 บาท หรือ 20 บาท พอครบปีก็จะทุบกระปุกออกมาดูว่าเงินที่เราเก็บได้นั้นมีอยู่ทั้งหมดเท่าไหร่ แต่การเก็บเงินแบบนี้ มีข้อเสียอยู่นิดนึง ตรงที่ว่าเงินที่เราเอามาหยอดใส่กระปุกในแต่ละวันนั้น ไม่ใช่จำนวนเงินที่แน่นอน วันไหนเผลอใช้เงินเยอะ ก็จะเหลือเก็บน้อย วันไหนใช้เงินน้อย ก็จะเหลือเก็บเยอะ มากไปกว่านั้น การหยอดเงินในกระปุก เงินมันถูกนอนแช่อยู่เฉยๆ ไม่งอกเงยไปจากเดิม เงินมีอยู่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ กว่าจะรู้ยอดจริงๆก็นู่น วันทุบกระปุกเลย ซ้ำร้ายเงินที่ได้อาจจะไม่ถึงตามเป้าหมายที่เราตั้งใจอยากจะมี แล้วถ้าอยากเก็บให้ได้เงินล้าน ทำไงดี เมื่อเรามีเป้าหมายที่ชัดเจน คือเงิน 1 ล้านบาท เราคงไม่เลือกใช้วิธีการเก็บเงินแบบตอนเด็กๆแล้วหล่ะ เพราะมันไม่เป็นระบบและเงินไม่โต แต่สิ่งที่เราจะทำนั้น คือ การสร้างวินัยในการออมเงินด้วยการกำหนดจำนวนเงินที่เราจะออมแบบแน่นอนในทุกๆเดือน และเปลี่ยนที่วางเงินจากการนอนแช่ในกระปุกหมู เป็นที่ๆให้ผลตอบแทนตามระดับความเสี่ยงที่เรารับไหว อย่างตัวอย่างนี้ เมย์ลองกำหนดสัดส่วนที่ตั้งใจจะออมอยู่ที่ 20% ของเงินเดือน ถ้าวันนี้เรามีเงินเดือน 15,000 บาทต่อเดือน 20% ของ 15,000 คือ 3,000 บาทต่อเดือน จากนั้น นำเงินก้อนนี้ฝากประจำกับธนาคารที่ให้ผลตอบแทน 2% ต่อปี การทำงานของเจ้าดอกเบี้ยทบต้นจะช่วยให้เรามีเงิน 1,000,000 บาทก้อนแรกภายใน…